logo : Na-roo.co.cc

Na-roo.co.cc ได้เปลี่ยนโฉมหน้าเนื้อหาใหม่ ที่ ช่างสรรหาเรียบร้อยแล้ว

ฉบับใหม่ ใช้งานง่ายกว่าเดิม เปิดรับสมาชิกแล้ว ด้วยเนื้อหาที่เข้มข้นมากกว่าเดิม

เมนูหลักเว็บ คลิกที่นี่ไปหมวดหมู่วิทยาศาสตร์ คลิกที่นี่ไปหมวดหมู่โลกของเรา คลิกที่นี่ไปหมวดหมู่ชีวจิต คลิกที่นี่ไปหมวดหมู่เทคโนโลยี คลิกที่นี่ไปหมวดหมู่สาระน่ารู้ คลิกที่นี่ไปหมวดหมู่บทความพิเศษ
เศรษฐกิจการเมืองไทยก่อนสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง
หมวดหมู่:บทความพิเศษ

เศรษฐกิจการเมืองไทยก่อนสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง

แบบประเมินผล

  1. ข้อใดให้ความหมายของระบบไพร่ได้ดีที่สุด
    1. การควบคุมและจัดสรรผลประโยชน์จากกำลังคน
  2. ข้อใดเกี่ยวข้องกับ ศักดินา ไทย
    1. มีกฏหมายรองรับการวางระเบียบทางสังคม
    2. จำแนกฐานะทางสังคมของชนชั้นต่างๆ
    3. แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่คือ ชนชั้นปกครองและชนชั้นใต้ปกครอง
    4. เป็นการจัดระเบียบสังคมที่มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย
    5. ที่ไม่เกี่ยวเลยคือ..........คนในชนชั้นต่างๆมีสถานะที่ถาวร
  3. ปัจจัยที่ “สำคัญที่สุด”ที่มีต่ออำนาจการเมืองการปกครองไทยในสมัยจารีตคือ
    1. แรงงาน และ ที่ดิน
  4. การครอบครองที่ดินในสังคมไทย “สมัยจารีต” มีลักษณะที่สำคัญ คือ
    1. พระมหากษัตริย์ ทรงเป็นเจ้าของที่ดินทั้งหมด
  5. ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยในสมัยสังคมจารีตคือ
    1. เศรษฐกิจพอเพียงเลี้ยงตนเองเป็นพื้นฐาน อาศัยเกษตรกรรมเป็นหลัก
  6. ลักษณะสำคัญของการค้าต่างประเทศตั้งแต่สมัยอยุธยาถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้นเป็นแบบ
    1. ระบบการค้าผูกขาดโดยพระคลังสินค้า
  7. รายได้ของรัฐในสมัยสังคมจารีต คือ
    1. ภาษีอากร              จังกอบ อากร ส่วย ฤชา
    2. การค้าต่างประเทศ แปรมาจากส่วยสิ่งของให้เป็นผลกำไร
    3. การเกณฑ์แรงงาน
    4. ค่าผูกปี้
    5. ***ที่ไม่ใช่คือ เงินรัชชูปการ
  8. รายได้ของรัฐในสมัย รัชกาลที่ 3 มาจาก
    1. ภาษีอากร เป็นช่วงเวลาของการจัดการด้านภาษีอากรได้ผลประโยชน์สูงสุด
  9. รายได้ของรัฐที่สำคัญที่สุดที่เกิดขึ้นในพระราชอาณาจักรสมัยสังคม “ศักดินา” คือ

                               -    การเกณฑ์แรงงาน
10. ข้อใดเกี่ยวข้องกับการค้าต่างประเทศในสังคมไทย “สมัยจารีต”มากที่สุด
                               -ไพร่ส่วยเงิน 11การผ่อนคลายการควบคุมไพร่ในสมัยรัตนโกสินทร์ ตอนต้น                                                  ก่อให้เกิดผลสำคัญข้อใดตามมา

                               -      รัฐเรียกเก็บส่วยสิ่งของเพิ่มขึ้น
12. กฏหมายที่วางระเบียบกฏเกณฑ์ของระบบ “ศักดินา” คือ
                                - กฏมณเฑียรบาล
                                - พระไอยการตำแหน่งพลเรือน
                                - พระไอยการตำแหน่งนาทหารเมือง
                               - ***ข้อที่ไม่เกี่ยวข้อง คือ “พระราชศาสตร์”
13. การจัดระเบียบสังคมไทยใน “สมัยจารีต”เน้นที่
                                - การควบคุมกำลังคน
14. หลักการที่ระบุว่าพระมหากษัตริย์มีกรรมสิทธิ์เหนือที่ดินทั้งหมด สื่อความหมายถึงนัยที่สำคัญที่สุด คือ
                                - การแสดงอำนาจเหนือราษฎร และยุติข้อพิพาทใดๆเกี่ยวกับที่ดิน
15. เศรษฐกิจพอเพียงเลี้ยงตนเองในสังคมไทยสมัยจารีต มีความสอดคล้องกับสื่อความในข้อใดมากที่สุด
                                - เป็นภาพรวมของระบบเศรษฐกิจไทยสมัยสังคมจารีต
16. ข้อใดให้ความหมายเกี่ยวกับระบบพระคลังสินค้าได้ถูกต้องที่สุด
                - ระบบการค้าผูดขาดสำหรับการค้าต่างประเทศของไทยก่อน “สนธิสัญญาเบาว์ริ่ง”
17. เมื่อพิจารณาให้ลึกซึ้งแล้ว “พระมหากษัตริย์” เข้ามาเกี่ยวข้องน้อยที่สุด ในการเป็นทรัพยากรบุคคลในการค้ากับต่างประเทศ “สมัยสังคมจารีต”
18. ความเกี่ยวเนื่องกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น คือ
                - ระบบไพร่ผ่อนคลายลง
                - การจ้างแรงงานชาวจีนมาช่วยทำงานโยธาของรัฐ
                - ระบบเจ้าภาษีนายอากรขยายตัว
                - การค้าสำเภากับจีน
                - ที่ไม่เกี่ยวเนื่องเลย คือ สินค้าป่าเป็นที่ต้องการสำหรับการค้าต่างประเทศมาก
.............................................................................................................................................................
นื้อหา
ระบบการควบคุมแรงงาน หรือ ระบบไพร่

  1. มีความสำคัญในด้านการจัดระเบียบสังคมและการเมืองของไทยก่อนลงนามในสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง พ.ศ.2398 ซึ่งเป็นยุคสังคมจารีต
  2. โดยมีระบบศักดินาเป็นเครื่องมือจัดสถานะของผู้คนในสังคม

ที่ดิน เป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญอีกประการหนึ่งของเศรษฐกิจไทยในสมัยก่อนการลงนามสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง
สนธิสัญญาเบาว์ริ่ง พ.ศ.2398 คือจุดเปลี่ยนผ่านของไทยจาก”สังคมจารีต”เข้าสู่”สังคมสมัยใหม่”
ไพร หมายถึง

  1. คนส่วนใหญ่ในสังคมไทยสมัยจารีต
  2. ผู้ควบคุมเป็นคนในระดับสูงของสังคม เป็นชนชั้นปกครองที่มีอำนาจควบคุมไพร่ เรียกว่า มูลนาย ได้แก่ เจ้านายและขุนนาง

ระบบไพร่ ทำหน้าที่ควบคุมและจัดสรรประโยชน์จากกำลังคน ระบบไพร่ถือเป็นหัวใจสำคัญในการจัดระเบียบสังคมสมัยจารีต
ไพร่สม

  1. เป็นไพร่ที่มูลนายได้รับพระราชทานจากพระมหากษัตริย์ตามศักดินาของตน
  2.  ถือเป็นสมบัติที่ตกทอดเป็นมรดกแก่ลูกหลานมูลนาย
  3. และอาจจะถูกซื้อขายแลกเปลี่ยนกับไพร่สมของมูลนายอื่นได้
  4. ไม่ต้องถูกเกณฑ์ทำงานหลวง
  5. เป็นบริวารรับใช้ตามที่มูลนายสั่ง
  6. นำข้าวของต่างๆมอบเป็นบรรณาการแก่มูลนาย
  7. ตลอดจนถูกเกณฑ์เป็นทหารในสังกัดมูลนายคราวมีศึกสงคราม

ไพร่หลวง

  1. เป็นไพร่ของพระมหากษัตริย์
  2. ถูกเกณฑ์ทำงานให้กับราชการ เรียกว่า “เข้าเดือน”
  3. ทำงานในที่นาหลวง สีข้าว ทำงานก่อสร้างต่างๆทั้งพระราชวัง วังเจ้านาย ฯลฯ
  4. อาจถูกเกณฑ์ราชการเป็นผลผลิต สิ่งของ สินค้า ของป่า รวมทั้งตัวเงินได้ เรียกว่า “การเกณฑ์ส่วย”เป็นการทดแทนการไม่มาเข้าเวรมอบแรงงานให้รัฐ

การเกณฑ์ราชการ

  1. ในสมัยอยุธยาตอนต้น กำหนดระยะเวลาที่ไพร่หลวงต้องเข้าเวรทำงานให้รัฐปีละ 6 เดือน ที่เรียกว่า “เข้าเดือนออกเดือน”โยไม่ได้รับเงินค่าตอบแทน
  2. ในสมัยอยุธยาตอนปลาย นอกจากไพร่สามารถส่งส่วยสิ่งของทดแทนการทำงานได้แล้ว รัฐยังยอมให้ไพร่จ่ายเป็นเงินทดแทนแรงงานได้อีกด้วย
  3. ในสมัยรัชกาลที่ 1 ได้ลดการเกณฑ์แรงงานลงเหลือปีละ 4 เดือน เรียกว่า “เข้าเดือนออกสองเดือน”
  4. ในสมัยรัชกาลที่ 2-3 เหลือเพียงปีละ 3 เดือน หรือ “เข้าเดือนออกสามเดือน”
  5. ทางการกำหนดให้ทำทะเบียนขึ้นสังกัดเมื่ออายุได้ 9 ปีขึ้นไป
  6. มีการสักหมายหมู่ หรือ สักเลก ต้องมีความสูงวัดจากไหล่ถึงเท้าไม่ต่ำกว่า 2 ศอกคืบ
  7. ใช้ปลายเหล็กแหลมสักที่ข้อมือ หรือบริเวณอื่นบนร่างกายเป็นรูปสัญญลักษณ์
  8. จะถูกเกณฑ์ราชการไปจนอายุครบ 70 ปี
  9. หรือมีบุตรรับการสักเลกแล้ว 3 คนจึงจะปลดออกจากราชการได้

การเกณฑ์ส่วย

  1. เรียกเก็บจากไพร่ส่วยมีทั้งสิ่งของและเงินตรา
  2. ส่วยเหล่านี้รัฐนำมาใช้ในราชการ แจกจ่ายให้กลุ่มมูลนาย และเป็นสินค้าส่งออกไปขายต่างประเทศ
  3.  ในสมัยพระนารายณ์ทรงอนุญาตให้ไพร่หลวงสามารถส่งเงินเป็นส่วยแทนการเข้าเวรเกณฑ์ราชการในอัตรา 2 บาท/เดือน หรือปีละ 12 บาท เงินนี้เรียกว่า “เงินราชการ หรือ ส่วยเงิน”

***จากการถูกเกณฑ์ราชการและการทำงานหนักทำให้ไพร่หลวงหลบเลี่ยงการเข้าเวรด้วยวิธีการต่างๆ เช่นหนีเข้าป่า หนีไปบวช ติดสินบนมูลนายให้หาคนอื่นเข้าเวรแทน หรือแม้แต่ติดหนี้มูลนายเพื่อเปลี่ยนสถานะเป็นทาส บางครั้งถูกกดขี่มากๆไพร่ก็รวมตัวเป็น กบฏ เช่น กบฏญาณพิเชียร(พ.ศ.2124)กบฏธรรมเถียร(พ.ศ.2237)และกบฏบุญกว้าง(พ.ศ.2241)
ไพร่ในสังคมไทยสมัยก่อนสนธิสัญญาเบาว์ริ่งมีบทบาทความสำคัญต่อเศรษฐกิจการเมืองไทย คือ

  1. เป็นแรงงานในการผลิตต่างๆทางด้านเศรษฐกิจของอาณาจักร ทำงานโยธา/ก่อสร้างต่างๆ
  2. เป็นกำลังพลในกองทัพเพื่อป้องกันบ้านเมืองและรักษาความมั่นคงของประเทศ
  3. เป็นฐานอำนาจทางการเมืองของพวกเจ้านาย ขุนนาง หรือมูลนาย ซึ่งเป็นชนชั้นปกครอง

ไพร่และระบบไพร่ 

  1. สิ้นสุดอย่างเป็นทางการเมื่อมีการประกาศใช้ พรบ.ลักษณะเกณฑ์ทหาร ร.ศ.124 (พ.ศ.2448)ในรัชกาลที่ 5

การจำแนกสถานะของผู้คนในสังคมภายใต้ระบบศักดินา
ระบบศักดินา      

สังคมไทยในสมัยจารีต  แบ่งกลุ่มคนในสังคมได้ 2 กลุ่ม คือ

  1. ชนชั้นปกครอง ได้แก่ พระมหากษัตริย์ เจ้านาย ขุนขนาง มีพระสงฆ์อยู่ในฐานะคนกลาง
  2. ชนชั้นใต้ปกครอง ได้แก่ ไพร่ ทาส ซึ่งไพร่ ยังรวมไปถึง มอญ เขมร ลาว ญวน จาม และ แขก ยกเว้น ชาวจีน ที่อยู่นอกระบบไพร่

สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
ได้ทรงพัฒนาระเบียบกฏเกณฑ์ปรากฏในกฏหมาย ที่ได้วางระเบียบ กฏเกณฑ์และเสริมสร้างระบบศักดินาให้มั่นคง ได้แก่

  1. พระไอยการตำแหน่งนาพลเรือน
  2. พระไอยการตำแหน่งนาทหารหัวเมือง
  3. กฏมณเฑียรบาล

กำหนดศักดินาตามฐานะทางสังคมและตำแหน่งหน้าที่อย่างละเอียด ดังนี้
กลุ่มเจ้านาย
 หมายถึง

  1. พระบรมวงศานุวงศ์ เป็นชนชั้นสูงได้รับเกียรติยศและอภิสิทธ์
  2. ซึ่งตามกฏหมายกำหนดศักดินาตามชาติกำเนิดซึ่งจะติดตัวไปตลอดชีวิต
  3. แม้ว่าจะไม่ได้รับราชการ
  4. แต่สถานะของเจ้านายจะลดลงตามลำดับชั้นการสืบสกุล
  5. จนเป็นสามัญใน 4-5 ชั่วคน
  6. หรือหากกระทำความผิดก็อาจถูกลดฐานะลงเป็นสามัฐชนได้เช่นกัน
  7. อย่างไรก็ตาม เจ้านายอาจเพิ่มพูนอำนาจยศศักดิ์ ด้วยอิสริยยศที่ได้รับพระราชทานในตำแหน่งราชการ เช่น ทรงกลม เป็น กรมหมื่น กรมขุน กรมหลวง กรมพระ กรมพระยา อิสริยยศสูงสุดของเจ้านาย คือ พระมหาอุปราช หรือ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล มีศักดินา 100,000

พระมหาอุปราช                   ศักดินา  100,000
พระอนุชาธิราช                    ศักดินา  20,000
พระเจ้าลูกเธอ(เจ้าฟ้า)       ศักดินา  15,000
พระองค์เจ้า                          ศักดินา  7,000-4,000
หม่อมเจ้า                              ศักดินา  1,500
กลุ่มขุนนาง หมายถึง

  1. กลุ่มคนที่มีโอกาสเข้ารับราชการ
  2. มีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมือง
  3. ได้รับเกียรติยศ อำนาจ อภิสิทธิ์ และผลประโยชน์ต่างๆตามตำแหน่งหน้าที่ราชการ มีศักดินาตั้งแต่ 100-10,000

สมุหนายก สมุหกลาโหม  ศักดินา  10,000
พระยา                                   ศักดินา  10,000-1,000
พระ                                        ศักดินา  5,000-1,000
หลวง                                     ศักดินา  3,000-800
ขุน                                          ศักดินา  1,000-200
หมื่น                                      ศักดินา  800-200
พัน                                         ศักดินา  400-100
สามัญชน
ไพร่                                                                                        ศักดินา  25-10
ยาจก/วนิพก/ทาส และลูกทาส                                         ศักดินา  5
สำหรับพระภิกษุ ใช้คำว่า “เสมอนา” แทน ศักดินา     2,400-400
ระบบศักดินาที่ก่อเกิดในสังคมจารีตของไทยเป็นระบบที่ก่อเกิดเพื่อบทบาททางเศรษฐกิจการเมือง คือ

  1. การเป็นกลไกควบคุมการแจกจ่ายแรงงานไพร่มากหรือน้อยให้มูลนายควบคุมดูแลตามศักดินา
  2. การเป็นโครงสร้างการจัดระเบียบชนชั้น
  3. การเป็นสิทธิในการถือครองที่ดินเพื่อทำกินหรือหาผลประโยชน์

ในสมัยจารีต “กรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งหมดเป็นของพระเจ้าแผ่นดิน”
พื้นฐานเศรษฐกิจไทยก่อนสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง

  1. เป็นเศรษฐกิจแบบเลี้ยงตนเอง
  2. ทำการเกษตรกรรม ทำนา ไร่ สวน จับสัตว์น้ำ ล่าสัตว์ หาของป่า เป็นการผลิตเพื่อยังชีพ
  3. การค้ากับต่างประเทศ ผู้ลงทุนมีทั้งพระมหากษัตริย์ เจ้านาย ขุนนาง และคนจีน
  4. รายได้ของรัฐ มาจากแรงงานเกณฑ์ ส่วย ภาษีอากรจากผลผลิตทางการเกษตร และผลประโยชน์ทางการค้า

พระคลังสินค้า    ในสมัยจารีตจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

  1. รับผิดชอบการค้าต่างประเทศ
  2. การกำหนดรายการ ปริมาณ และราคาสินค้า จากระบบสังคมและการเกณฑ์แรงงาน
  3. สามารถควบคุมและเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการค้าภายใน
  4. ไม่ควบคุมการผลิต
  5. กำหนดให้ราษฎรต้องขายผลผลิตที่เป็นสินค้าออกเกือบทั้งหมดให้กับรัฐ
  6. สินค้าจากต่างประเทศทุกชนิดรัฐเป็นผู้ขายแก่ราษฎร
  7. เป็นการค้า “แบบผูกขาด”

ภาพรวมของการค้ากับต่างประเทศในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น คือ

  1. เป็นการค้าผูดขาดใต้ระบบพระคลังสินค้า
  2. ดำเนินการโดยรัฐ แต่การผูกขาด
  3. ในสมัยนี้ได้ผ่อนคลายลงตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
  4. ผู้ประกกอบการค้าจึงมีทั้งรัฐ(พระมหากษัตริย์)เจ้านาย ขุนนาง รวมทั้งชาวจีนและราษฎรที่มีทุนทรัพย์ชนชั้นศักดินาจะทำการค้าโดยการอิงอำนาจทางการเมืองของตน
  5. ใช้ชาวจีนเป็นกลไกในการดำเนินงานทุกระดับ

สมัยรัชกาลที่ 2 พ.ศ. 2368 (สนธิสัญญาเบอร์นี)
                - อังกฤษส่ง เฮนรี เบอร์นี เป็นทูตเจรจา ใช้เวลา 5 เดือน
- มีการลงนามสนธิสัญญาทางพระราชไมตรีและการพาณิชย์ ฉบับแรก
- ในวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ.2369
- เรียกว่า “สนธิสัญญาเบอร์นี”
- กำหนดอัตราทั้งหมดเป็น “ภาษีปากเรือ” เพียงภาษีเดียว
- ยินยอมให้อังกฤษซื้อขายได้เสรี แต่ยังผูกขาดการค้าข้าว
- ห้ามนำฝิ่นและอาวุธปืนเข้ามาค้าขายในประเทศไทย
- บังคับใช้เฉพาะคนอังกฤษเท่านั้น
สมัยต้นรัชกาล ที่ 4 พ.ศ.2398(สนธิสัญญาเบาว์ริ่ง)

  1. อังกฤษส่ง เซอร์ จอห์น เบาว์ริ่ง มาขอแก้ไขสนธิสัญญา
  2. สหรัฐอเมริกา พ.ศ.2399
  3. ฝรั่งเศส พ.ศ.2399 และอีกหลายประเทศที่มาลงนามทำสนธิสัญญากับประเทศไทย
  4. เป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่เศรษฐกิจการเมืองในระบบทุนนิยม

ผลจากการลงนามในสนธิสัญญาดังกล่าว คือ

  1. ทำให้การผูกขาดและข้อจำกัดทางการค้ารวมทั้งระบบภาษีอากรซึ่งปฏิบัติมายาวนานถูกยกเลิกเปลี่ยนแปลงไป
  2. และอื่นๆ

การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจการเมืองที่สำคัญในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น คือ

    • การผ่อนคลายระบบการเกณฑ์แรงงานตามการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ
    • จำนวนไพร่ส่วยเงินเพิ่มขึ้น
    • การเมืองระหว่างประเทสกดดันเศรษฐกิจการเมืองไทยมากขึ้น จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในรัชกาลที่ 4

โฆษณาของน่า-รู้ ดูโฆษณา Iphone ครับ ดูโฆษณา Ipod touch ดูโฆษณา Laptop ดูโฆษณา Computer ดูลิ้งค์ทั้งหมดที่เกียวข้องกับน่า-รู้
กลับหน้าหลัก


Site Meter

ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาชมเว็บของผมนะครับ เว็บความรู้กับ Na-roo.co.cc ส่งเนื้อหาที่มีประโยชน์เชิญที่ monthonsite@gmail.com ร่วมสร้างบทความที่มีประโยชน์กันเถอะครับ

สารานุกรม โปรโมทเว็บฟรี Encyclopedia Social Bookmark

สบายๆ